การรักษากระ สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

1. ใช้ยาทา ยาทาจะช่วยลดการทำงานของเม็ดสีที่ผิดปกติและทำให้กระดูจางลง ยาทาชนิดนี้ก็คือ AHA และวิตามินเอ
2. ยาแต้ม ยาแต้มจะเข้าไปทำลายผิวหนังในระดับที่ไม่ลึกมากทำให้ผิวหนังหลุดออกไป แต่ก็มีข้อเสียก็คือ จะทิ้งจุดด่างดำเอาไว้ให้เราต้องปวดหัวใจอีกรอบ
3. ใช้เลเซอร์ วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมเพราะได้ผลเร็ว เลเซอร์จะช่วยทำให้กระจางลงและสร้างผิวใหม่ขึ้นมา หากว่าไปตากแดด
ในบางครั้งกระก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหามาก เพราะกระสามารถกลบด้วยแป้งทาหน้า ทำให้มองไม่เห็นกระที่อยู่บนใบหน้า หรือว่าทำให้จางลงไปได้

กระและการป้องกัน

กระเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สาวๆ ต่างเป็นกังวล กระมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายๆ กับฝ้า แต่ว่าเล็กกว่ามาก และเกิดขึ้นในชั้นหนังกำพร้า จึงรักษาได้ง่ายกว่าฝ้ามาก
1. แสงแดด
2. กรรมพันธุ์
3. การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน อย่างเช่น ตั้งครรภ์ เป็นต้น
การป้องกันกระก็เหมือนกับการป้องกันฝ้า ก็คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดกระ โดยใช้ครีมกันแดดที่่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อการปกป้องที่ดียิ่งขึ้น

วัยเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ของผู้หญิง

เพราะเมื่อเวลาผ่านไม่ผิวก็เสื่อมเหมือนอวัยวะส่วนต่างอื่นๆ การผลิตเปลี่ยนเซลล์ผิวก็ช้าลง ผิวหนาหยาบกร้านเพิ่มขึ้น เกิดรอยหมองคล้ำ ฝ้า กระ ก็ตามมา นอกจากวันที่เปลี่ยนแปลงแล้วการใช้ชีวิตและการดำรงชีวิตทุกอย่างก็ส่งผล กระทบโดยตรงต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร ขาดการออกกำลังกาย  การผักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แสงแดด ฝุ่น ควันต่าง ๆ ทั้งการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือโรคประจำตัว รอยแผลเป็นจากสิวเหล่านี้มีส่วนร่วมที่ทำให้สุขภาพผิวพรรณเราเสื่อมโทรมลง เร็วกว่าปกติ

ถึงแม้เราไม่สามารถหยุดเวลาที่เป็นสาเหตุสำคัญของการ เสื่อมสภาพของผิวได้ การหลีกเลี่ยงต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบโดยตรงกับผิว และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติในการบำรุงผิว ก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยปกป้องและช่วยให้มีการผลัดผิวเป็นไปตาม ธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูความอ่อนเยาว์และสกัดกั้นความแก่ของผิว

สารสกัดจากอ้อย (Biolac)

Biolac เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ได้จากนำน้ำอ้อยไปหมักในสภาวะสูญญาการเพื่อให้ได้สารสกัดธรรมชาติที่เป็น สาร AHA (Alpha Hydroxy Acid) ที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่า AHA ทั่ว ๆ ไป โดยคุณสมบัติของ Biolac  นี้สามารถละลายน้ำได้ดี และไม่ละลายในไขมัน ดังนั้นจึงซึมสู่ผิวได้ดีและช่วยเร่งการผลิตเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอก ออกไปทำให้เซลลฺผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ส่งผลให้ รอยหมองคล้ำจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น ผิวเต่งตึง สดใสขึ้น และช่วยลดรอยด่างดำ กระฝ้า ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจลในชั้นหนังแท้ทำให้ผิวแข็งแรง ป้องกันการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย Biolac นั้นมีประสิทธิภาพในการผลัดผิวใกล้เคียงกับสาร BHA (Beta Hydroxy Acid) แต่มีความระคายเคืองผิวต่ำกว่า สาร BHA มาก

สารกกัดจากขมิ้นชัน THC (Tetrahydrocy Curcuminoid)

ประกอบ ด้วยสาระสำคัญประเภทเคอร์คูมินอยด์เป็นสารสีเหลืองประกอบด้วยเคอร์คูมิน  (THC) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเพื่อช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวจาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษต่าง ๆ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และทำให้ผิวหน้าขาว เนียนสวย เปล่งประกายความสดใส รวมทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระคายเคืองลดการก่อตัวของเชื้อแบคทีเรีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารสกัดจากใบบัว (Centella Asiatica Extract)

ใบ บัวบก (Gotu Kola) จะให้สารไกลโคไซด์ (Glycosides) หลายชนิดที่ให้ผลต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซีเดชั่น (Anitoxdation) ซึ่งส่งผลให้ลดความเสื่อมของเซลล์ผิวได้ นอกจากนี้ยังช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นโครงสร้างของผิวเป็นอย่างดี  จึงเสริมความยืดหยุ่นกระชับผิว ปกป้องและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดรอยหมอง คล้ำ คืนความสดใสให้กับผิวที่อ่อนแอได้เป็นอย่างดี

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract)

สารสกัด จากเมล็ดองุ่นจะมีปริมาณโอพีซี (OPC) สูง มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระจึงทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เนียนกระชับ ช่วยลดการอักเสบของผิว ทำให้ลดอาการแพ้สิ่งต่าง ๆ จากสภาพแวดล้อมและเครื่องสำอางและ ริ้วรอยแห่งวัยก็จางหาย

สารสกัดจากไหนข้าวโพด (Corn Silk Extract)

สารสกัด จากเมล็ดองุ่นจะมีประมาณโอพีซี (OPC) สูง มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระจึงลดการแก่ก่อนวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินจึงทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เนียนกระชับ ช่วยลดการอักเสบของผิว ทำให้ลดอาการแพ้สิ่งต่างๆ จากสภาพแวดล้อมและเครื่องสำอาง และ ริ้วรอยแห่งวัยก็จางหาย

สารสกัดจากไหมข้าวโพด (Corn Silk Erract)

ไหม ข้าวโพด จะมีสารแอลคาลอยด์ที่ชื่อกรดแมซีนิก (Maiznic acid) ซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการแพ้และการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว จึงช่วยให้ผิวขาวเรียบเนียนสดใส เปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา

อ้วน.com http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum

สมุนไพรน่าสนใจ

ในยุคของการพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาสินค้าไทย พัฒนาสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทยได้เผยแพร่ความรู้อยู่เสมอว่า ภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านสมุนไพรไทย ได้ถูกลืมไปชั่วระยะหนึ่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมของคนไทยไปสู่ สินค้าต่างประเทศ สินค้านำเข้า ทำให้เสียดุลการค้ากับต่างประเทศ ไปเป็นจำนวนมาก ในทางตรงข้ามเป็นที่สังเกตว่า คนต่างประเทศกลับสนใจภูมิปัญญาไทย สนใจสมุนไพรไทย ถึงกับมีการจ้างปลูก มีการลักลอบนำพืชสมุนไพรไทยออกนอกประเทศ เพื่อการค้นคว้าและผลิตยาใหม่ ๆ กลับมาขายคนไทยในราคาแพง
เพื่อให้สอดรับกับแนวคิดข้างต้นนั้น สถาบันการแพทย์แผนไทยได้จัดการประชุมเสนอผลงานทางวิชาการด้านแพทย์แผนไทยไป บ้างแล้ว ซึ่งในการประชุมครั้งที่ผ่านมาในปี 2543 นั้น เน้นการเสนอผลงานทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรไทยที่น่าสนใจ ควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวคิด และจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ผลิตสมุนไพรไทย   ต่อไปมีดังนี้
1. ลูกใต้ใบ ตามภูมิปัญญาไทยแต่ดั้งเดิมใช้รักษาอาการไข้ รักษาโรคตับ จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าลูกใต้ใบไม่มีพิษต่อตับ นอกจากนี้ยังป้องกันพิษต่อตับขอพาราเซตตามอลในสัตว์ทดลอง ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยในคนต่อไป
2. ขี้เหล็ก ผักพื้นบ้านไทยคลายเครียด พบสารสำคัญ คือ บาราคอล ผลการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสามารถทำให้หลั่งสารสำคัญชื่อ 5-HT ในคนปกติที่มีความเครียดจะหลั่งสารชนิดนี้น้อย ซึ่งคนที่กินแกงขี้เหล็กจะทำให้หลับสบาย ถ่ายสะดวก ปัจจุบันมีการใช้ขี้เหล็กมาทำเป็นยานอนหลับกันมาก ข้อควรระวัง การนำขี้เหล็กมาใส่แคปซูลโดยตรงไม่เหมือนกับคนโบราณที่กินเป็นอาหารโดยการ ต้มและนำมาแกงนั้น ก็อาจจะทำให้มีพิษต่อตับได้ ดังนั้น ควรกินแบบอาหารโดยการต้มน้ำทิ้งก่อนนำมาแกง และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน ซึ่งผลการวิจัยนี้จะมีประโยชน์ในการทำยาอย่างปลอดภัยต่อประชาชนต่อไป
3. โลดทะนงแดง ต้านพิษงูเห่าในสัตว์ทดลอง ได้ สมุนไพรโลดทะนงแดงในสมัยโบราณมีการนำมาใช้กับผู้ที่ถูกงูพิษกัด แต่เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เป็น    วิทยาศาสตร์มาสนับสนุน เพราะการได้รับพิษงูนั้นเป็นอันตรายเกินไปและเป็นการเสี่ยงที่จะแนะนำให้ ใช้ในคน แต่จากการทดลองพบว่า สมุนไพรโลดทะนงแดงสามารถยืดอายุการตายของหนูที่ได้รับพิษงูเห่าได้ แต่มิได้หมายถึงว่าหนูรอดตาย ผลการวิจัยนี้ยืนยันว่าสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อพิษงูเห่า ข้อแนะนำในการนำมาใช้กับคนซึ่งเป็นการเสี่ยงมาก จึงขอแนะนำให้รักษาแบบแผนปัจจุบัน คือ การรับเซรุ่ม หรือการใช้กรณี ผสมผสานหรือในภาวะเร่งด่วน เช่น ช่วงระหว่างการเดินทางในชนบท พื้นที่ที่ห่างไกลโรงพยาบาลอาจจะนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้กับผู้ป่วยได้ แต่ต้องแนะนำให้รีบ  ไปโรงพยาบาลเพื่อรับเซรุ่ม เพราะพิษงูเป็นอันตราย ต่อระบบประสาท ระบบการหายใจ อาจเสียชีวิตได้ถ้ารักษาไม่ถูกวิธีซึ่งในการศึกษาวิจัยจะต้องมีการพัฒนาก้าว ต่อไป
4. สมุนไพรไทยเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยแตกต่างไปจากเดิมมาก ทำให้ได้รับสารอนุมูลอิสระเข้าในร่างกาย มากเกินความจำเป็น เช่น ผู้ที่ชอบกินของปิ้ง ย่าง เผา กินผักผลไม้ที่มีสารพิษทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง นักวิจัย  จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ได้นำเอาสมุนไพรไทยไปทดสอบสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ใบชะพลู สีเสียด กานพลู ชาแห้ง ใบชาสด เปลือกต้นสะเดา ชาจีน หม่อน เมล็ดมะขาม สมอพิเภก เป็นต้น ดังนั้นข้อแนะนำในการรับประทาน อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ผักพื้นบ้านไทยหาง่าย สามารถป้องกันโรคได้ คนไทยควรกินผักผลไม้มาก ๆ ทุก ๆ วัน    เพื่อให้ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระ และควรกินผัก   พื้นบ้านหลากหลายที่มีอยู่ตามท้องถิ่น และตามฤดูกาล
5. หญ้าหวาน ผลการวิจัยหญ้าหวานพบว่า สารสกัดอย่างหยาบของหญ้าหวานไม่มีผลต่อการก่อ กลายพันธุ์ ไม่มีผลต่อการเป็นหมันทั้งในระยะเฉียบ พลัน หรือเรื้อรัง และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง   ของสมรรถภาพ ตับ ไต และค่าทางโลหิตวิทยา ในแง่ของการส่งเสริมพัฒนาสมุนไพร กอปรกับประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเร่งดำเนินการเพื่อนำหญ้าหวานและอนุญาตให้ใช้หญ้าหวานแทนสารที่ให้ความ หวานสังเคราะห์จากต่างประเทศ จะ    ทำให้ประหยัดเงินมิให้รั่วไหลในต่างประเทศได้อีก    ทางหนึ่ง
6. หญ้าหนวดแมว สมุนไพรทางเลือกช่วย ผู้ป่วยนิ่วในไต หญ้าหนวดแมวเป็นพืชที่ปลูกอยู่ทั่วไปตามบ้าน มีดอกขาวสวย ออกดอกเกือบทั้งปี จึงเป็น ไม้ประดับที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีคุณค่าทางการรักษาเกสรตัวผู้ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอก ทำให้มีลักษณะคล้ายหนวดแมว จึงมีคนเรียกพืชชนิดนี้ว่า หญ้าหนวดแมว หญ้าหนวดแมวเป็นพืชที่ปลูกง่ายนิยมปลูกโดยการปักชำหรือใช้เมล็ด ขึ้นง่าย เติบโตเร็ว ปลูกเป็นแปลงผัก หรือปลูกในกระถาง หญ้าหนวดแมวมีชื่อพื้นเมือง เช่น พยัพเมฆ, บางรักป่า, อีตู่ดง สารสำคัญในใบของหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมในปริมาณสูง   0.7-0.8%
ฤทธิ์และประโยชน์ทางยาของหญ้าหนวดแมว คือ ใช้ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ใบอ่อนใช้เป็นยา   ขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีเกลือ      โพแทสเซียมมาก หญ้าหนวดแมวใช้รักษานิ่วได้ทั้งนิ่วด่างซึ่งเกิดจากแคลเซียม (หินปูน) ซึ่งมักจะเป็นก้อน ที่เกิดจากการดื่มน้ำที่มีหินปูน และใช้รักษานิ่วกรดซึ่งเกิดจากกรดยูริก นิ่วจำนวนนี้จะไม่เป็นก้อนแต่จะร่วนเป็นเม็ดทราย ไม่ทึบแสง มักเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์มากเกินไป ทำให้มีกรดยูริกสูง เมื่อรับประทานหญ้าหนวดแมวซึ่งมีโพแทสเซียมสูงจะทำให้ในกรดมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้กรดยูริกและ เกลือยูเรต (urate) ไม่จับตัวเป็นก้อน ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวด หญ้าหนวดแมวไม่มีฤทธิ์ละลายนิ่ว ดังนั้นนิ่วก้อนใหญ่จะไม่ได้ผลแต่จะใช้ได้ดีกับนิ่วก้อนเล็ก ๆ ฤทธิ์ขับปัสสาวะของหญ้าหนวดแมวจะช่วยดันเม็ดนิ่วเล็ก ๆ ให้หลุดออกมา
วิธีการใช้ ให้ใช้ยอดอ่อนซึ่งมีใบอ่อน     2-3 ใบ ควรเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก แต่ไม่ใช้ดอก ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนนำมาหั่นเป็น ท่อนสั้น ๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วใช้ 1 หยิบมือ     (2 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 แก้ว ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มขณะร้อน ๆ  วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร และต้องดื่มน้ำตามมาก ๆ
ขอเน้นว่าหญ้าหนวดแมวมีโพแทสเซียมสูง จึงไม่ควรใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ ควรใช้การชงใบอ่อนแห้งดังกล่าวแล้ว ไม่ใช้ใบแก่ เพราะอาจมีสาร ละลายออกมากเกินไป อาจมีฤทธิ์กดหัวใจ ต้องไม่ใช้ ใบสด เพราะอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ใจสั่น และไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน.นายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงษ์

อ้วน.com ขอขอบคุณ – เดลินิวส์

http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/

เคล็บลับ`ชาดี'ต้อง`นาทีเดียว'

เห็นขึ้นต้นอย่างนี้ไม่ใช่ว่า  การดื่มชาต้องดื่มภายใน  1  นาที จึงจะมีประโยชน์  หากเป็นเช่นนั้นอรรถรสในการดื่ม  “ชา”  เครื่องดื่มในความนิยมของหลายๆ  คน หลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรม ที่แสนจะพิถีพิถัน อาจคลายมนต์เสน่ห์ของช่วงเวลาจิบน้ำชายามบ่ายไปเลยทีเดียว
“นาที    เดียว”    จึงเป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในขั้นตอนการชงชา   กรรมวิธีการชง “ชา” เสน่ห์สำคัญที่ชวนหลงใหล ทั้งผู้ชงและผู้ชิม ความละเมียดละไมในแต่ละลำดับขั้นตอนในการชง
หลายครั้งที่เราได้รับฟังถึงคุณประโยชน์มากล้นของใบชา    ชะลอความชรา    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันในร่างกายป้องกันโรคมะเร็ง  ทั้งยังรักษาโรคในหลอดเลือดหัวใจเสริมสร้างและปกป้องระบบอวัยวะที่ทำหน้าที่ ย่อยอาหารและระบบขับถ่ายปัสสาวะ   คงประสิทธิภาพในการช่วยรักษาเซลล์ผิวเยื่อตา ทั้งมีประสิทธิภาพในการลดความอ้วน และช่วยประเทืองความงาม สรรพคุณต่างๆ  ล้วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพของร่างกายได้สารพัดโรคก็ว่าได้ แต่ประโยชน์เหล่านั้นจะได้มาอย่างไร  หากเราไม่รู้จักวิธีการนำชามาใช้ให้ถูกต้อง
เริ่มตั้งแต่การเลือกหาภาชนะที่เหมาะสมในการชงชา      ควรเลือกชนิดที่ทำด้วยดินเผา เพราะจะทำให้น้ำชาที่ได้มีรสชาติ  กลิ่น  และคุณภาพดีที่สุด และควรลวกกาดินเผาด้วยน้ำร้อน 1 ครั้ง  จากนั้นใส่ใบชาประมาณ 1/3-1/4 ของปริมาตรกา หรือตามแต่ความชอบแต่ละคน ต่อจากนั้นเติมน้ำร้อนอุณหภูมิ  90-100 องศาเซลเซียส รินใส่กาชาจนเต็ม ทิ้งไว้เพียง 10 วินาที แล้วรินน้ำนั้นทิ้งจนหมดทันที การทำเช่นนี้เพื่ออุ่นกาชา และให้ใบชาตื่นตัว
หลังจากนั้น ใช้น้ำร้อนรินใส่กาน้ำจนเต็มอีกครั้งแล้วปิดฝากา   รอประมาณ 50-60 วินาที แล้วรินดื่มได้เลย  การรินชาแต่ละครั้งต้องรินให้หมดกา  และควรรินใส่แก้วกลาง จากนั้นจึงแบ่งรินใส่แก้ว สำหรับดื่มต่อไป เพื่อจะได้รสชาติที่สม่ำเสมอทุกแก้ว
เกร็ดเล็กๆ ที่ควรระมัดระวังในการชงชา ไม่ควรใส่ใบชามากเกินไป เพราะจะทำให้การคลายตัวของใบชาไม่เต็มที่ รสชาติที่ได้จะไม่สมบูรณ์   ส่วนน้ำที่ใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเดือด แค่ไม่ต่ำกว่า  50 องศาเซลเซียส เป็นใช้ได้     เมื่อชงแล้วควรเทน้ำชาออกจากกาให้หมด ถ้าไม่หมดจะทำให้น้ำชามีรสขม  ฝาดมากขึ้นและเสียรสชาติ
นอกจากนั้น ความพิถีพิถันในการเก็บรักษาชาที่ยังไม่ได้ชงก็เกี่ยวพันกับอรรถรส  และคุณประโยชน์เช่นกัน  ทุกครั้งที่เปิดซองเพื่อนำชามาชง  ควรรีบปิดซองนั้นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้อากาศหรือกลิ่นเข้าไปทำให้กลิ่นชาเสีย
หากปฏิบัติตามกรรมวิธีที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้เราได้ดื่มชาดี  มีคุณประโยชน์อย่างครบครัน  เพียงอย่าเผลอดื่มน้ำชาค้างคืน  หรือดื่มชาที่ทิ้งใบชาแช่อยู่ในน้ำนานเกินไป เพราะโปรตีนในน้ำชาไม่สามารถป้องกันตนเองได้ เมื่อมีเชื้อโรคมาผสมจึงง่ายต่อการเปลี่ยนสภาพ
ที่สำคัญไม่ควรดื่มชาขณะท้องว่าง  เพราะน้ำชาอาจจะเข้าไปย่อยกระเพาะแทน  เมื่อไม่มีอาหารให้ย่อย   และไม่ควรดื่มน้ำชาพร้อมกับยา  เนื่องจากน้ำชามีความเป็นกรดอยู่ในตัว  ถ้าดื่มน้ำชาพร้อมกับยา   ความเป็นกรดของชาจะไปทำลายคุณสมบัติของยาได้   จึงควรทานยาหลังจากดื่มชาไปแล้ว 2 ชั่วโมง จะดีที่สุด

อ้วน.com ขอขอบคุณ – แนวหน้า

http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/

เลือกซื้อสมุนไพรอย่างไรไม่ถูกหลอก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกำลังเป็นที่นิยมของสังคมไทย มีผู้ผลิตสมุนไพรแปรรูปจำนวนมาก เพื่อมาจำหน่ายในท้องตลาด ทำให้การแข่งขันของผู้ประกอบการอยู่ในขั้นสูง หลายครั้งส่งผลถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคจึงควรรู้จักการสังเกตผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ให้ถูกหลอก ดังนี้
ภก.พนิตนาฎ คำนุ้ย หัวกลุ่มงานควบคุมกำกับการโฆษณา อธิบายถึงข้อ สังเกตในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างไรไม่ถูกหลอกว่า 1.ใช้ให้ถูกต้น ถูกส่วน ถูกขนาด ถูกอาการ 2.ไม่ควรใช้มากหรือถี่เกินไป 3.อ่านฉลากก่อนใช้ 4.เมื่อเริ่มใช้ควรสังเกตอาการ หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้หยุดใช้แล้วไปปรึกษาแพทย์ 5.ควรระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของสมุนไพร 6.สังเกตว่าเสียหรือหมดอายุหรือไม่ 7.ปรึกษาผู้ที่มีความรู้ในการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง 8.รู้สิทธิของผู้ซื้อ
ภก.พนิตนาฎ อธิบายถึง ตัวอย่างยาสมุนไพรที่มีการโฆษณาสรรพคุณเกินความจริง อาทิ ลดความอ้วน บำรุงสมอง ยับยั้งเชื้อไวรัส บำรุงหัวใจ ที่กฎหมายกำหนด อาทิ 1.ห้ามมีการโฆษณาที่ขัดต่อประเพณีอันดีงาม 2.ห้ามชักชวนการใช้ยาเกินความจำเป็น เพราะยาต้องใช้ในความจำเป็น 3.ห้ามเข้าใจผิดว่ายาเป็นเครื่องสำอางและอาหาร 4.ห้ามเข้าใจผิดว่าในสารสำคัญไม่ผิดจากข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีตัวอย่างสมุนไพรที่มีการโฆษณาเกินความจริง คือ แปะก้วย โสมเกาหลี มะขามแขก ซึ่งเป็นเพียงยาระบาย แต่ไม่มีคุณสมบัติเพื่อลดความอ้วน แฮ้ม ว่านชักมดลูก ลูกยอ กระชายดำ กวาวเครือ สาหร่ายเกลียวทอง
ทางด้าน ภก.ประสิทธิ์ ศรีทิพย์สุขโข เลขาธิการหัวหน้ากลุ่มยาแผนไทย และยาสมุนไพร บอกถึง ความหมายของยา “ยาแผนปัจจุบัน”และ “ยาแผนโบราณ” ว่า ตามกฎหมาย ยาแผนปัจจุบัน หมายถึง ยาที่มุ่งหมาย สำหรับการประกอบวิชาชีพ เวชกรรม การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการบำบัดโรคสัตว์ และยังได้ให้ความหมายเพิ่มเติมของโรคศิลปะแผนปัจจุบัน ว่า คือ การประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความรู้อันได้ศึกษา ตามวิทยาศาสตร์ ยาแผนโบราณ หมายถึง ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ การบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำราแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาแผนโบราณ ยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นแผนโบราณ การประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ คือ การประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความรู้ จากตำราหรือการเรียนสืบต่อกันมา ที่ไม่ใช้การศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์
ส่วนความหมายของคำว่า ยาพัฒนาจากสมุนไพรนั้น ภก.ประสิทธิ์ อธิบายว่า มีลักษณะดังนี้ คือ 1.ยาแผนไทยประยุกต์ หมายถึง ยาแผนไทยที่มีการพัฒนารูปแบบ สูตร ตำหรับ การผลิต หรือการใช้ที่แตกต่างนอกจากยาแผนไทยตามหลักเกณฑ์ที่รับขึ้นทะเบียนเป็นตำ หรับยาแผนโบราณทั่วไป
2.ยาแผนเดิมประยุกต์ หมายถึงยาจากสมุนที่เป็นไปตามองค์ความรู้ ดั้งเดิมนอกเหนือจากแผนไทย อาทิ ยาตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีการพัฒนาที่แตกต่างนอกจากยาที่เข้าตามหลัก เกณฑ์ที่เป็นตำรับยาแผนโบราณทั่วไป
3.ยาที่เป็นตำรับยาสมุนไพรเดี่ยว หมายถึงยาที่มีการประยุกต์สมุนไพรเดี่ยวมาพัฒนาเป็นตำรับยา นอกเหนือจากที่มีการรับขึ้นเป็นแผนโบราณทั่วไป
4.ยาจากสมุนไพรแผนปัจจุบัน ซึ่งมีรายการจากสมุนไพรที่มีการพัฒนาจะแบ่งเป็นกลุ่ม ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหาร อาทิ ขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจร ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ฟ้าทะลายโจร ยารักษากลุ่มอาการของระบบผิวหนังและกล้ามเนื้อ พญายอ(เสลดพังพอนตัวเมีย) ไพล
ภก.ประสิทธิ์ บอกถึง มาตรฐานยาแผนโบราณต้องไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก อาทิ สารหนู ไม่เกิน 4 ส่วนในล้านส่วน แคดเมียม ไม่เกิน 0.3 ส่วนในล้านส่วน ตะกั่ว ไม่เกิน 10 ส่วนในล้านส่วน ในการจัดซื้อสินค้าต่างๆ ควรจะมีการสังเกตถึงรายละเอียด ของสินค้า หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อสินค้าเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับผู้บริโภค ที่จะได้สินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ถูกผู้ประกอบการหลอก

อ้วน.com ขอขอบคุณ – ผู้จัดการออนไลน์

http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/

เครื่องเทศวิเศษ 6 ชนิด

คนไทย บริโภคเครื่องเทศเป็นประจำ แม้ไม่หนักเหมือนเพื่อนบ้านบางประเทศ และเครื่องเทศตามความเข้าใจของคนทั่วไปนั้นเป็นของแห้ง เครื่องเทศสดกลิ่นสู้แห้งไม่ได้ เช่น พริก และ พริกไทย เป็นตัวอย่างดีที่สุด

การเก็บรักษาเครื่องเทศ มีกฎเหล็กอยู่สามประการ หนึ่ง บรรจุในภาชนะที่ไม่มีอากาศเข้าออก เก็บไว้ในที่มืดหรือไม่โดนแสงโดยตรง ข้อสุดท้ายเก็บให้ห่างๆ ความร้อนและความชื้น

มนุษย์ใช้เครื่องเทศประกอบอาหารมาเนิ่นนาน เพราะหลงรักทั้งรสและกลิ่นของมัน เครื่องเทศมีคุณสมบัติตรงที่สามารถเก็บไว้ได้นาน นอกจากนี้ความวิเศษอีกประหนึ่งของเครื่องเทศคือ ปัจจุบันนี้นักโภชนการก็ยังค้นพบคุณสมบัติอันน่าทึ่งในเครื่องเทศอยู่เสมอ

มีเครื่องเทศอยู่ 6 ชนิด ที่ผมว่าคนไทยคุ้น อย่างแรกเลยคือ พริก

อย่างที่เราท่านทราบดี แทบไม่มีอาหารไทยรายการไหนขาดพริก ทั้งพริกแห้งและพริกสด คนไทยกินพริกมาก และยังรู้ความลับเกี่ยวกับพริกอีกด้วย เช่นเป็นต้นว่า ต้มยำกุ้งใส่พริกแห้ง (คั่ว) ผสมพริกสด นอกจากได้ลิ้มรสร้อนแรงแสนอร่อยแล้ว ยังได้กลิ่นหอมของพริกอีกต่างหาก ส่วนส้มตำ ไม่จำเป็นต้องใส่พริกแห้งเลย เพียงแต่พริกสดไม่เด็ดก้านก็ทั้งหอมและเผ็ด อะไรเช่นนี้เป็นต้น

พริกสด อุดมไปด้วยวิตามิซี มากแค่ไหนหรือครับ สองหรือสามเท่าของผลไม้จำพวกส้มและมะนาวเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ โปตัสเซียม และวิตามินบี

นักโภชนาการพบว่า พริก (สี) แดง มีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือนอกจากมีเบต้าแคโรทีนอยู่มากกว่าพริกสีอื่นแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยชะลอความชรา นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยไต้หวัน พบว่าคุณค่าของพริก ช่วยลดความอ้วน มันจัดการกับคอเลสเตอรอลชนิดเลว ที่น่าสนใจคือ พริกมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งผิวหนัง แต่กระนั้นนักวิจัยบอกว่า ต้องรออีกระยะ ซึ่งไม่นานก็อาจสรุปได้ว่า พริกมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอยู่จริง

คนไทยสบายครับ เพราะกินพริกกันทุกวันอยู่แล้ว และยังไม่มีโทษร้ายแรงของพริกมากไปกว่า แสบทวาร (กรณีกินมากไป)

สมุนไพรต่อมาคือ อบเชย

อบเชยนี้ เรากินเปลือกของลำต้นมันครับ ในตลาดเครื่องเทศบ้านเรา อบเชยมาจาก 3 แหล่ง คือ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเวียดนาม

มันเป็นเครื่องเทศที่สามารถผสมได้ทั้งอาหารคาวและหวาน นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเครื่องเทศอันดับแรกที่มนุษย์รู้จักเอามา ปรุงเป็นอาหาร ซึ่งมีทั้งแบบเป็นแท่ง และบดเป็นผง

ของดีในอบเชยอยู่ตรงน้ำมันหอมระเหยที่ซ่อนอยู่ในเปลือก ซึ่งมีรสหวานๆ อุ่นๆ และกลิ่นหอมๆ นั่นเองครับ

นักวิจัยในประเทศปากีสถานพบว่า มันอาจมีส่วนช่วยลดภาวะน้ำตาลในคนเป็นโรคเบาหวาน แม้กินเพียงเล็กน้อยก็ตาม รายงานยังระบุตัวเลขด้วยครับว่า หากบริโภคอบเชยหนึ่งกรัม ต่อวัน เป็นระยะเวลาสี่สิบวัน ช่วยให้ภาวะน้ำตาลในเลือดลดลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ป่วยเป็นเบาหวานประเภทสอ�

ดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรใกล้ตัว

สมุนไพร คือ พืชผักท้องถิ่นพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติในการแก้อาการเจ็บไข้ หรือรักษาโรคทั่วไปที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องที่ต่างๆ สมุนไพรบางชนิดขึ้นตามภูมิอากาศ   ภูมิประเทศของแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ซึ่งก็สามารถใช้รักษาโรคบางชนิดที่   เกิดขึ้นตามแต่ละท้องถิ่น

ปัจจุบัน ความเชื่อที่ว่าสมุนไพรเป็นเพียงพืชผักที่ใช้รักษาโรคได้ไม่หายขาดจริง ทำให้ทัศนคติของคนทั่วไปไม่มีความน่าเชื่อถือต่อภูมิปัญญาไทย

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือเด็กรุ่นเทคโนโลยีภิวัตน์ ที่เมื่อเจ็บป่วย ก็นึกถึงคลินิก โรงพยาบาล ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว ทำให้มองข้ามสมุนไพรรอบรั้วบ้าน

นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพไทย มองว่า เด็กรุ่นใหม่จริงต้องเห็นบรรยากาศทั่วโลกที่หันมาสนใจผักผลไม้มากขึ้น และหันกลับมาสู่ธรรมชาติศึกษา พืชพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก

“ในมิติเชิงสังคม ผมเคยไปทำงานในสลัม ไปให้การศึกษาคนในสลัม  พบว่ายาเป็น 1 ในปัจจัย 4 บ้านเราสมุนไพรเป็นทั้งอาหารและยา เราจะโต จะพัฒนา เราต้องพึ่งพาตนเองได้ทั้งปัจจัย 4 โดยเฉพาะยาและอาหาร    เมื่อ 25 ปีที่แล้ว หากใครพูดเรื่องสมุนไพร เชยมาก บางคนถามว่าคุณเอา     ยาพิษให้กับชาวบ้านหรือเปล่า   ผมเริ่มจริงๆ จังๆ เมื่อตอน พ.ศ.2525   เพราะนักวิชาการละเลย ประมาณ      ปี 2527-2529 บังเอิญองค์การอนามัยโลกเอาด้วย เพราะเห็นว่าประเทศที่กำลังพัฒนาไม่มีทางที่ยาจะเข้าถึง”

“เมื่อมองกลับสู่สังคมไทย เมื่อพูดถึงสมุนไพร คนนึกถึงคนแก่ๆ ยาต้มเชยๆ ถ้าเราเข้าใจความหมายสมุนไพรที่แท้จริง สมุนไพร ก็แปลว่าลูกน้องป่า เป็นสมุนของป่า ถ้ามองภาพกว้าง เชื่อมโยงไปยังเด็กรุ่นใหม่ สมุนไพรมี  4 มิติ คือ อาหาร ยารักษาโรค    เครื่องสำอาง และที่อยู่อาศัยหรือเครื่องนุ่งห่ม มิติเหล่านี้ถ้าเด็กรุ่นใหม่มองเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็สามารถนำมาประกอบอาชีพได้”

นายวีรพงษ์ยกตัวอย่างว่า       คุณค่าของสมุนไพรเมื่อนำมาประยุกต์ เรื่องความสวยความงาม เครื่องสำอาง ระยะหลังนี้มีการศึกษา แตงกวา     ว่านหางจระเข้ น้ำผึ้ง กลับมาสู่พืชพันธุ์ธรรมชาติ อย่างที่สมัยนิยมคือ สปา     ที่นำเอาพืชพันธุ์จากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์มากขึ้น จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวอีกว่า ยารักษาโรคก็เช่นเดียวกัน หากรู้จักพืชผักและรู้คุณสมบัติต้นไม้ใบหญ้าที่เราปลูก แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ บางชนิด เมื่อยามเจ็บป่วยเราก็สามารถไปเด็ดมาใช้ได้

“เริ่มตั้งแต่เด็กๆ เยาวชน พบว่าต้นไม้รอบๆ ตัว สามารถเอามาดูแลสุขภาพได้ ตั้งแต่โรคพื้นฐาน อย่างท้องเสีย ท้องอืด เจ็บคอ เป็นไข้ ความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่โรคที่คนเป็นกันมากอย่างเช่นเบาหวาน หากเรารู้จักพันธุ์พืช บางชนิดสามารถลดน้ำตาลในเลือด บรรเทาช่วยแบ่งเบาอาการรุนแรงของโรค หากเรามีความรู้ตรงนี้ก็แนะนำสมุนไพรให้กับพ่อแม่ได้”

นายวีรพงษ์ยกตัวอย่างพืช เช่น มะดัน รับประทานแล้วลดความดันได้ รากของต้นมะดันมีรสเปรี้ยว แก้เบาหวาน แก้ไข้หวัด แก้ไข้ทับระดู ขับฟอกโลหิต กัดเสมหะในลำคอ แก้กระษัย แก้ระดูเสีย เป็นยาระบายอ่อนๆ ใบมะดัน มีรสเปรี้ยวแก้หวัด แก้ไอ แก้กระษัย แก้เสมหะพิการ แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะ แก้ประจำเดือนพิการ แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต เป็นยาระบายอ่อน ขับปัสสาวะ ส่วนผลมะดัน  มีรสเปรี้ยว ล้างเสมหะ กัดเสมหะ  ฟอกโลหิต แก้ไอ แก้ประจำเดือนพิการ เป็นต้น นอกจากมะดันแล้วยังมี “ขึ้นฉ่าย” ที่สามารถนำมารับประทานเพื่อลดความดันได้อีกด้วย

หรือจะเป็นเบาหวาน ซึ่งหากรับประทานของขม อาทิ สะเดา มะระขี้นก บอระเพ็ด ฟ้าทลายโจร ก็จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

“ถ้าเรารู้ว่าพืชผักแต่ละชนิดมีสรรพคุณช่วยแก้โรคอะไร แล้วทานผสมในอาหาร ก็จะช่วยให้เรากินยาน้อยลง อย่างอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย หากคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจ ก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าได้ใช้ สมุนไพรก็จะพบความมหัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีดบาด เราก็มีว่านที่ช่วยสมานแผลได้อย่างดี ง่ายๆ แบบนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นจับต้องได้ และสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ได้”

หรือแม้แต่เรื่องความสวยความงาม  การที่วัยรุ่นต้องการจะมีรูปร่างที่ดูดี ไม่อ้วน จนทำให้หันไปหาแพทย์สมัยใหม่ กินยาลดความอ้วน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและระบบประสาท มีแต่ผลเสีย

“เรื่องควบคุมน้ำหนักตัว หากเรารู้ว่ากินอะไรเส้นใยอาหารเยอะ สมุนไพรชนิดไหนมีวิตามิน B หันมาสนใจจะช่วยได้มาก ทำให้เราเข้าใจและฉลาด ยาลด ยาระบาย แบบไทยๆ หรือแม้แต่ความเชื่อผิดๆ ที่ว่า ถ่ายออกแล้วน้ำหนักลด ประเด็นอยู่ที่ไขมัน ซึ่งผลิตภัณฑ์บางอย่างทำให้ไขว้เขว เพราะมีการพาณิชย์เข้ามาด้วย การมีความรู้เรื่องสมุนไพรจะทำให้เรารู้ว่า อะไรแท้ อะไรเทียม”

นายวีรพงษ์ยังเชื่อมโยงระหว่างสมุนไพรกับการพึ่งพาตนเองในระดับชุมชนว่า การมีความรู้เรื่องสมุนไพร เท่ากับว่าได้เกิดการพึ่งพาตนเองในหลายระดับ หากทำให้ชาวบ้านรู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นรอบตัว มะนาว มะละกอ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ก็จะเกิดการพึ่งพาตนเองเพิ่มมากขึ้น

แม้แต่การเป็นไข้ไม่สบายก็สามารถกินยาพื้นๆ ที่หาได้ละแวกบ้าน หากไข้สูงมากๆ ก็ใช้หมอแผนไทย ซึ่งจะทำให้มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคนในระดับชุมชน เป็นการขยายการพึ่งพากันในระดับกว้าง นอกจากนี้การใช้สมุนไพรยังหมายถึงการทำให้ชุมชนสัมพันธ์กับป่ามากขึ้น

ทั้งนี้ นายวีรพงษ์ต้องการให้ชุมชนใช้สมุนไพรเพื่อพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว หากแต่ปัญหาคือ บริษัทที่ผลิตยาออกมาขายตามคลินิก หรือโรงพยาบาล ทำให้การรักษาโรคด้วยสมุนไพร หรือแม้แต่การหาสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบในการพึ่งพาตนเองไม่สามารถทำได้

“เราสนับสนุนอุตสาหกรรม  เรามีเจตนาชัดเจนว่าสังคมอยู่รอดต้องมีอุตสาหกรรม แต่ต้องไม่ใหญ่ เราสนับสนุนอุตสาหกรรมรายเล็ก รายน้อย หากทุนระดับใหญ่จะทำให้การพึ่งตนเองน้อยลง ในระดับภูมิภาค ผมมองว่าสถานะของโรคก็ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น      การแพทย์เชิงวัฒนธรรม ผิดกับยาพาราเซตามอล เพราะโรคบางโรค ต้นไม้บางต้น เป็นของท้องถิ่น ขึ้นเฉพาะถิ่น แม้แต่การพึ่งตนเองระดับประเทศ อุตสาหกรรมรายเล็กรายน้อย ผมไม่ปฏิเสธการค้าขาย แต่เน้นระดับอุตสาหกรรมระดับเล็ก เน้นให้เกิด เพราะระดับใช้องค์ความรู้แตกต่างกัน ยาแผนปัจจุบันต้องมี อย. มีกฎหมาย ต้องมีแบบแผนคุ้มครองผู้บริโภคตามมา ก็ดี ผมไม่ได้ปฏิเสธ ถ้าเดินด้วยกันได้หลายๆ ระดับ”

ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพให้ความเห็นว่า ประโยชน์จากสมุนไพรยังสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะนำโรคที่คนไทยเป็นบ่อยๆ มากางบัญชี เนื่องจาก ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จะเกิดโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ก็จะสามารถตั้งเป้าว่าต่อไปจะใช้ยาสมุนไพรอย่างไร เราจะพึ่งพาประเทศได้มหาศาล

“ดังนั้น จึงกลับไปสู่ภูมิปัญญา เรื่องสุขภาพฝากให้ใครไม่ได้ สุขภาพอยู่กับมือเราเอง คนวันนี้หลงลืมการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานหมด เป็นแผลเล็กๆ หากไม่ดูแลให้หายเร็วๆ ต่อไปก็จะลาม แล้วติดเชื้อ สุขภาพของเราอยู่ที่มือเรา และเราต้องมีความรู้”

ถึงกระนั้น ทุกวันนี้นายวีรพงษ์พยายามที่จะให้ความรู้แก่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ๆ ให้กลับมาเล็งเห็นคุณค่าของสมุนไพรใกล้ตัว

ที่นอกจากจะทำให้มีความรู้ ความ เข้าใจในเรื่องสมุนไพรแล้ว นายวีรพงษ์เชื่อว่าจะสามารถประหยัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาจากต่างประเทศได้ มหาศาล

อ้วน.com ขอขอบคุณ – ประชาชาติ
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/

พืชสีเขียวกับการล้างพิษ

ธรรมชาติรอบๆตัวเรา  มีสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากมายนับไม่ถ้วน แต่ถ้าพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน และอย่างเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์แล้วจะพบว่า ทุกอย่างในธรรมชาติ ล้วนดำรงตนให้อยู่ในภาวะสมดุลเสมอ  ทั้งนี้เชื่อว่า  ความอยู่รอดของทุกอย่างในธรรมชาติจะดำเนินไปได้ดี เมื่อยู่ในสภาวะสมดุล  การมีองค์ประกอบหรือปัจจัย ที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป มักนำมาซึ่งความผิดปกติเสมอ   ตัวอย่างง่ายๆจากตัวเราในทางการแพทย์พบว่า  มีระบบปรับสมดุลของร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ ในสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวได้ เมื่อร่างกายได้รับสารเคมีใดๆมากเกินไป  ร่างกายของคนเราก็จะขับออกไปโดยระบบขับถ่าย  ไม่ว่าจะเป็นทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ หรืออุจจาระก็ตาม ซึ่งอวัยวะที่เป็นหน้าด่านแรก สำหรับการกำจัดสารเคมีที่มีมากเกินไปในร่างกายก็คือ  ตับ โดยกระบวนการเปลี่ยนสารเคมีเหล่านั้น ให้เป็นสารที่มีอันตรายน้อยลงแล้วจึงขับถ่ายไป แต่ปัจจุบันเราพบว่า สารเคมีดังกล่าวข้างต้น ที่มีเหตุที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราด้วยวิธีการต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน  การหายใจ  หรือสัมผัสอื่นๆ ดูจะมากขึ้นเรื่อยๆและมีความซับซ้อนอันตรายร้ายแรงมากขึ้น  เกินกำลังความสามารถของตับที่จะทำลายสารพิษให้หมดสิ้นเพียงลำพัง ทำให้ความสมดุลตามธรรมชาติของร่างกายผิดไป  ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหาความบกพร่องของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสมอ โดยเฉพาะเรื่องความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดจากการทำลายของสารพิษตกค้างที่มากเกินไปในร่างกายของเรา
ดังนั้น หากต้องการให้ร่างกายของเราอยู่ในสภาวะสมดุลหรือมีสุขภาพดีตลอดไป ก็ควรหาวิธีช่วยการทำงานของตับ ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสารพิษตามลำพังอีกทางหนึ่งด้วย และวิทยาการปัจจุบันเราค้นพบว่า  สารจากธรรมชาติด้วยกันจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุด สารดังกล่าวนั้นคือ คลอโรฟิลล์  จากพืชสีเขียว ซึ่งประมาณต้นๆศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์โดยศ.ฮานส์ ฟิชเชอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เป็นผู้เผยความลับของสารคลอโรฟิลล์ดังกล่าว
คลอโรฟิลล์ จะให้ผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และยังส่งผลในการกำจัดสารพิษตกค้าง หรือมีคุณสมบัติในการชำระล้าง มีฤทธิ์ในการป้องกันการติดเชื้อ สมานแผล และอื่นๆ และพบว่า กลุ่มพืชที่ให้สารคลอโรฟิลล์คุณภาพสูง คือ พืชในตระกูลสาหร่าย ต้นอ่อนของพืชพวกข้าว หรือพืชจำพวกที่มีฝัก  ดังนั้นในการรับประทานอาหารจากพืชสีเขียว  หลายๆชนิดร่วมกับการฟื้นฟูสุขภาพ  และการทำงานของอวัยวะต่างๆ  ของร่างกายน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง  แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การบริหารสุขภาพจิตใจ  ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายตามสมควร และเหมาะกับวัยของเราเพียงเท่านี้ การมีชีวิตท่ามกลางมลภาวะที่เป็นอยู่ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

สมุนไพร…เคล็ดลับสำหรับผู้หญิง

สมุนไพรรักษาโรคทั่วไปของสตรี
- ผู้หญิงกับการปวดประจำเดือน รักษาได้โดยใช้น้ำตาลแดง 1 ช้อนโตŠะพูน ๆ ผสมเหล้าขาว 1-3 ช้อนโตŠะ แล้วนำมาดื่ม สักครู่จะรู้สึกหายปวด หรืออีกวิธีหนึ่งคือการใช้ไพลหรือลูกใต้ใบ หรือใบขี้เหล็ก อย่างใดอย่างหนึ่งประมาณ 1 กำมือ เอามาล้างให้สะอาดแล้วใส่น้ำพอท่วมยา นำไปต้มนาน 10-15 นาที ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว ทุก 4 ชั่วโมง
- ตกขาวมากผิดปกติและคัน แก้ไขได้ โดยใช้ใบมะขาม 1-2 กำมือ ทั้งใบและก้าน นำมาล้างให้สะอาดใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดประมาณ 10-15 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว ก่อนอาหารกินติดต่อกันนาน 1 อาทิตย์ จึงจะหายเป“นปกติ หรือเอามะระขี้นกลูกแก่ ๆ 10 ลูก ล้างให้สะอาด นำมาป’˜นหรือโขลกให้ละเอียดทั้งเม็ด ใช้ผ้าขาวบางบีบคั้นเอาน้ำจะได้ประมาณ 3 ช้อนโตŠะ แล้วผสมเหล้าโรง 3 ช้อนชา กินวันละ 1 ครั้ง จะรู้สึกดีขึ้น
- เริมที่อวัยวะเพศ รักษาโดยใช้ใบสดของฟ„าทลายโจรตำให้ละเอียด ผสมเหล้าขาวหรือ แอลกอฮอล์ทาบริเวณที่เป“นบ่อย ๆ หรือใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมีย 15-20 ใบ มาล้างให้สะอาด ตำผสมกับเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์เล็กน้อย เอาสำลีชุบยาทาบริเวณที่เป“นวันละ 4-5 ครั้ง จนกว่าจะหาย
- ริดสีดวงทวาร สำหรับคนที่หัวริดสีดวงทวารโผล่ออกมา อักเสบและปวดมาก ให้เอาใบพลูมาตำให้ละเอียด ละลายในน้ำอุ่น แล้วนั่งเอาหัวริดสีดวงลงไปแช่ประมาณ 20 นาที ทำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาการปวดอักเสบจะลดลงมาก เพราะใบพลูมีสารช่วยระงับปลายประสาทชา และลดการอักเสบได้ดี อีกวิธีหนึ่งคือให้เอาเหง้าหรือรากต้นกะทกรกนำมาตากแดดให้แห้ง แล้วเอามาผสมกับน้ำปูนใส ใช้ทาที่หัวหรือกลีบริดสีดวงบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง  หัวริดสีดวงจะฝƒอและหลุดไปเอง
สมุนไพรเพื่อความงาม
- เมื่อรอยตีนกามารุมสกรัมบนผิวหน้าของคุณ สามารถขจัดได้โดยการใช้มะขามเปยก 1  กำมือ เอารกออก แล้วล้างน้ำให้สะอาด ผสมกับนมสด 2 ช้อนโตŠะ ผสมให้เข้ากัน ถ้าข้นให้เติมน้ำลงไป นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จะกลายเป“นครีมมะขามเปยก ใช้ทาให้ทั่วใบหน้า โดยบริเวณหางตาให้ทาทิ้งไว้นานหน่อย อย่างน้อย 15 นาที จึงล้างออก ครีมล้างหน้ามะขามเปยกสูตรนี้ สามารถเก็บไว้ในภาชนะที่สะอาด นำเข้าตู้เย็น เก็บรักษาได้นาน 1 เดือน วิธีการนี้รักษาฝ„าได้ดีอีกด้วย
- หน้ามัน แก้ไขได้โดยใช้น้ำแตงกวาล้าง หน้าเช้า-เย็น ทุกวัน วิธีทำคือนำแตงกวามาป’˜นทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที จึงค่อยล้าง ออก
- หน้าแห้ง ให้ใช้น้ำแตงโมเช็ดหน้าทุกคืน และล้างออกตอนเช้า ผิวหน้าจะนุ่มนวลสดใสขึ้น หรือใช้น้ำมันมะกอก 1-2 หยด ทาผิวหน้าหลังอาบน้ำ โดยไม่ต้องล้างออก
- หน้าเป“นสิว รักษาได้โดย เอาผงขมิ้นมาละลายน้ำ แล้วผสมน้ำผึ้งทาบริเวณที่เป“นสิวหรือทั่วใบหน้า ทาทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วจึงใช้น้ำมะขามเปยกล้างหน้าให้สะอาดอีกครั้ง ทำวันละ 1 ครั้ง จนกว่าจะหาย วิธีการนี้มีสาว ๆ เคยทดลองใช้แล้วได้ผลดีมาก
- มีกลิ่นปากทำให้บุคลิกเสีย แก้ไขได้ ไม่ยาก ด้วยการเคี้ยวใบชาจีนแห้ง 1 หยิบมือ เคี้ยวไว้ สักครู่แล้วค่อยคายทิ้ง จะช่วยขจัดกลิ่นปากได้ดี หรือบีบมะนาวลงไปในแก้วน้ำ 2-3 หยด ใช้บ้วนปาก จะทำให้ปากสะอาดดีเยี่ยม
- มีกลิ่นเต่าทำอย่างไรดี? แก้ได้โดยใช้ สารส้มทา หรือขณะที่อาบน้ำใช้มะนาวผ่าซีกแล้วนำมาทารักแร้ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยดับกลิ่นเต่าได้
- หน้าท้องลาย ขณะที่ตั้งครรภ์ผู้หญิงบางคนมีอาการคันที่หน้า ท้อง เพราะหน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น มีสมุน ไพรที่ช่วยลดอาการคันและบำรุงผิวได้นั่นคือ ขมิ้นชัน ให้นำผงขมิ้น ชันมาผสมกับดินสอพองอย่างละเท่า ๆ กัน ทาท้องตั้งแต่เริ่มขยายจนคลอด หรือจะใช้ใบ  บัวบกตำคั้นน้ำ เอามาทาบ่อย ๆ เพราะใบบัวบกช่วยสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินให้กับ ผิวหนัง
- ต้องการลดน้ำหนัก สามารถทำได้โดย ใช้เมล็ดแมงลัก 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ถ้ากินยากอาจจะผสมน้ำหวานหรือน้ำตาล 1 ช้อนชา กินก่อนอาหารทุกมื้อ ถ้าปกติเคยกินข้าววันละ 2-3 จาน พอกินเมล็ดแมงลักเข้าไปจะเหลือเพียงจานเดียว ทำอย่างนี้ประมาณ 5-6 เดือน น้ำหนักจะลดลงได้ ข้อสำคัญอย่าลืมออกกำลังกายด้วย
เหล่านี้เป“นเพียงบางส่วนของหนังสือทั้ง 2 เล่ม หวังว่าคงเป“นประโยชน์ให้กับคุณผู้หญิงได้ บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ นั่นคือ สมุนไพรเป“นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ปู่ย่าตายายล้วนแล้วแต่ผ่านการพึ่งพาสมุนไพรกันมาแทบทั้งสิ้น หากใช้อย่างถูกต้อง คุณสมบัติบางด้านดีกว่ายาแผนป’จจุบันหรือสารเคมีที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วย ซ้ำ
ที่สำคัญในสภาวะเศรษฐกิจที่มันตก   สะเก็ดเช่นนี้ การพึ่งพาสมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามนั้น น่าจะเป“นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณ ผู้หญิงทั้งหลายสามารถประหยัดเงินในกระเป†าได้ มากโขทีเดียว

อ้วน.com ขอขอบคุณ – เดลินิวส์
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/